วิถีแห่งเต๋า 
เต๋านั้นคล้ายกับแม่น้ำใหญ่และทะเลกว้าง
แม่น้ำและทะเลเป็นใหญ่เหนือห้วงน้ำทั้งหลาย   ด้วยมันวางตนอยู่ในที่ต่ำ สายน้ำใหญ่น้อยจึงไหลมาสู่ดังนั้น  ในการขึ้นเป็นใหญ่ในหมู่คน  ปราชญ์ย่อมพูดจาถ่อมตน  เพื่อที่จะอยู่หน้าสุดในหมู่คน  ท่านต้องกลับไปอยู่ข้างหลัง นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไมเมื่อปราชญ์อยู่เบื้องบน  ประชาชนอยู่เบื้องล่างจึงไม่รู้สึกเป็นภาระหนักเมื่อปราชญ์อยู่หน้า  ประชาชนก็มิทำร้าย ดังนั้นประชาชน  ทั้งมวลต่างยินดี ที่จะยกปราชญ์ไว้ในที่สูง  เคารพยกย่อง ให้เกียรติ และไม่มีวันถอดถอนท่าน ด้วยเหตุว่าท่านมิได้ไปแข่งขันชิงดีกับผู้ใด   จึงไม่มีใครมาแข่งขันชิงดีกับท่าน

...... ...... .....

วิถีแห่งเต๋า บทที่ 66 ที่ต่ำ แปลโดย พจนา จันทรสันติ 

   

เรื่องราวของ เล่าจื๊อ 老子  ศาสดาของศาสนาเต๋า ผู้เขียนตำรา เต้าเต๋อจิง คัมภีร์ว่าด้วยคุณธรรม(เต๋าเต็กเก็ง道德经 )  ที่โด่งดังของลัทธิเต๋า  ยังไม่ใครบอกได้ชัดเจน ว่าท่านเกิดเมื่อไรและอยู่จนถึงอายุเท่าไหร่ ทราบแต่เพียงว่า ท่านเป็นปราชญ์ร่วมยุคสมัยกับขงจื้อ (ในสมัยชุนชิว-จั้นกั๋ว หรือปี 770 - 221 ก่อนคริสต์ศักราช)  เคยรับราชการเป็นผู้ดูแลห้องสมุดเก็บหนังสือของบ้านเมือง หรือเทียบเท่าหอสมุดแห่งชาติ  ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงกลายเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง ได้รับความเคารพและเลื่อมใสศรัทธาจากคนทั่วไป   เล่าจื้อมักจะเผยแพร่ความรู้แก่ผู้คนไปทุกหนทุกแห่ง  แต่นักประวัติศาสตร์ของจีนเชื่อว่า ท่านน่าจะมีชีวิตอยู่ ร่วมสมัยกับขงจื๊อ  

   มีอยู่ครั้งหนึ่งขงจื้อเดินทางไปพบสนทนากับ เล่าจื้อ เพื่อขอเรียนรู้ประเพณีและมารยาทของราชวงศ์โจว เล่าจื้อเห็นราชวงศ์เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จึงได้ลาออกจาก ราชการและขี่วัวสีดำเดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าทางทิศตะวันตก ขณะผ่านด่านหานกู่กวาน หยินสี่หัวหน้าด่านหานกู่กวานพอรู้ว่า เล่าจื่อจะผ่านมาก็แอบไปพบและขอให้ช่วยเขียนหนังสือให้เป็นที่ระลึก  ท่านจึงเขียนหนังสือไว้ 5,000 ตัวอักษร แล้วขี่วัว สีดำมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่ออย่างไร้ร่องรอย มีบางคน บอกว่า ท่านมีอายุถึง 60 ปี   แต่ก็มีบางคนบอกว่า  ท่านมีอายุนานกว่า200ปี  

ส่วนหนังสือที่มี 5,000 ตัวอักษรเล่มที่ว่านี้ก็คือคัมภีร์ เล่าจื้อหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คัมภีร์ เต๋าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเก็ง) ซึ่งเป็นผลงานอันลือเลื่องและได้รับการยกย่องทั่วโลก นักปราชญ์ใน รุ่นหลังได้แบ่งเต๋าเต็กเก็งออกเป็น 81 บท  โดยเชื่อว่า เต๋านั้นยิ่งใหญ่ครอบคลุมคุณธรรม เมตตาธรรม ความชอบธรรม เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นแหล่งเกิดสรรพสิ่งต่างๆ  หนังสือ เต้าเต๋อจิงให้ความเห็นว่า สรรพสิ่งต่างๆไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากต้องอาศัยซึ่งกันและ กันและมีความสัมพันธ์กัน 

 นอกจากนี้ เล่าจื๊อ ยังได้ชี้แจงหลักเกณฑ์ในหนังสือเต้าเต๋อจิงว่า สรรพสิ่งมีความ สัมพันธ์กันโดยพึ่งพิงซึ่งกันและกัน และก็ขัดแย้งกัน  อาจกล่าวได้ว่า  เป็นความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี อย่างเช่นคำกล่าวที่ว่า โชคดีกับ โชคร้ายสามารถเปลี่ยนพลิกไปมาระหว่างกันได้ โชคดีมีอยู่ใน    โชคร้าย  หรือ โชคร้ายแฝงอยู่ใน โชคดี หรือ คำพูดที่เป็นสัจจะไม่ถูกหู  คำพูดที่ไพเราะไม่ชอบด้วยสัจจะ  เป็นต้นเล่าจื้อ กล่าวว่า เมล็ดพืชเล็กๆเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่โตได้ ดินที่สลายนั้นสามารถนำ ไปทำเป็นเนินสูงได้ คนเราถ้าไม่กลัวความยากลำบาก ถ้าเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยก็สามารถขจัดอุปสรรคและบรรลุภารกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ 

คนรุ่นหลังยกย่องให้เล่าจื้อเป็นปฐมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า แนวคิดด้านปรัชญาของเล่าจื้อมีฐานะและบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติปรัชญาของจีน  ส่วนความคิดทางการเมืองของเล่าจื้อ เช่น การปกครองประเทศ ใหญ่ก็เหมือนต้มปลาในหม้อ ถ้ากวนน้ำมากก็จะเสียหายมาก นั้น  ก็มีอิทธิพลต่อนักคิดก้าวหน้าและนักการปฏิรูปสังคมเพ้อฝันในยุคต่อมา

    โดยที่ ศาสนาเต๋า เกิดขึ้นในช่วงที่จีนตกอยู่ในภาวะสงคราม สังคมจึงมีแต่ความสับสนวุ่นวาย แต่เป็นความจริงที่ว่า ในดีมีร้าย ในร้ายมีดี เพราะด้วยเหตุเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆที่อุบัติขึ้นในประเทศช่วงนี้เอง ส่งผลเป็นแรงผลักดันให้นักปราชญ์จีน หันมาพัฒนาแนวความคิดทางด้านอภิปรัชญา จนก่อให้เกิดศาสนาใหม่ขึ้น  

 

ดังนั้น ศาสนาเต๋า จึงมีบทบาทและอิทธิพลต่อสังคมที่สับสนวุ่นวายค่อยๆสงบ ด้วยการทำให้คนในสงคมวิถีชีวิตที่ความเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เห็นแก่ตัว และที่สำคัญก็คือ มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของคนซึ่งเดิมนับถือภูตผีปีศาจ ให้เน้นเรื่องอภิปรัชญามากขึ้น และทำให้สังคมของคนจีนเจริญก้าวหน้า  

 เพราะว่าเต๋า คือ "ธรรมชาติ หรือ ธรรมชาติผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ "( Great Creating Nature ) เชื่อในความมีอยู่เป็นอยู่ของธรรมชาติ บูชาธรรมชาติ หรือเป็นศาสนาที่เนื่องด้วยธรรมชาติ เป็นปรัชญา เพราะไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่า ข้อคิดและคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง

  

  และเพราะคำว่าเต๋า ในภาษาจีน แปลว่า หนทาง ในที่นี้ คือหนทางแห่งการดำรงตนให้สอดคล้องและกลมกลืนไปกับธรรมชาติ แบบไม่ฝืน ไม่ดึงดัน ในขณะที่สังคมปัจจุบัน แวดล้อมไปด้วยวัตถุมกมาย ที่ทุกคนพากันตั้งหน้าตั้งตาแสวงหามาเป็นของตน พอถึงวันหนึ่ง ธรรมชาติ ในนามของโลก จะเริ่มสั่งสอนมนุษย์บ้างว่า อย่าลืมตระหนักว่าไม่มีอะไร ยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ เมื่อวันนั้นมาถึง ธรรมชาติก็จะเรียกคืนสรรพสิ่งที่มนุษย์แย่งทึ้งไปครอบครอง

   ปัจจุบัน คัมภีร์ เต้าเต๋อจิง  มีอิทธิพลต่อในทุกสังคมทั่วโลก ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง กฎหมาย ธุรกิจ และการครองเรือน มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 250 สำนวน  สำหรับ วิถีแห่งเต๋า ฉบับนี้เป็นคำแปลของคุณ พจนา จันทรสันติ ที่แปลจากภาษาอังกฤษผนวกกับความรู้ของผู้แปล  ทำให้ได้ใจความสวยคม เข้าใจง่ายและอ่านรู้เรื่องที่สุด  หนังสือวิถีแห่งเต๋าตอนนี้หาซื้อยากแล้วค่ะ  โชคดี หากเจอใน pantown.com  โดยคุณ: เซโร่ [23 พ.ค. 51 8:33] ได้กรุณารวบรวมมาโพสต์ไว้เพื่อประโยชน์แพร่หลาย  ขอขอบคุณอย่างยิ่งมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

  เมื่อมนุษย์พากันเดินมาสุดทาง ไม่มีอะไรให้แสวงหาอีกแล้ว เพราะได้มาครอบครองไว้หมดสิ้น  ก็จะเริ่มหันหน้าเข้าหาธรรมชาติ แม้กระทั่งการศึกษาหาความรู้ ที่อิ่มตัวจากศิลปะ วิทยาการแขนงต่างๆ  ก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่คำสอนจากธรรมชาติ อย่างคัมภีร์เต๋า  หรือนี่คือความจริง หรือนี่คือ สูงสุด คืนสู่สามัญ หรือแท้จริงแล้ว มรรคาแห่งเต๋า อาจจะเป็นเส้นทางเดียวกันกับทางที่เราเดินอยู่ทุกวี่วัน หรือวิถีชีวิตที่เราคุ้นชิน นั่นเอง  เพียงแต่ไม่เคยได้ถ่องแท้ หรือจ้องมองกับมันอย่างลึกซึ้ง

credit : pantown.com  

Comment

Comment:

Tweet

เล่าจื๊อคือชื่อคน เต๋าคือแนวทาง(หรือลัทธิ) ผมไม่มองว่าเต๋าเป็นศาสนาเพราะ เต๋าไม่มีพิธีกรรมเหมือนขงจื๊อ การใช้ชีวิตสอดคล้องตามธรรมชาตินั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

#2 By เล่าจื๊อคือ.. (203.131.208.198) on 2011-07-04 10:05

เล่าจื๊อ มันเป็นศาสนาหรือลัทธิหรือชื่อคนหรืออะไรกันแน่ค่ะหนูงงจริงๆทำรายงานเรื่องเป้าหมายของการใช้ชีวิตตามหลักศาสนาเล่าจื๊อ...โอ้ยงงงงงงงงงงงงงงงงง... angry smile angry smile angry smile

#1 By ขวัญ55 (202.29.55.217) on 2011-06-16 11:34