เด็กติดเกม .. กว่าจะรู้ก็สายเกิน

 

            เมื่อวันก่อน คุยกับเอน ๆ พี่ ในแวดวงต่างๆ  แล้วก็วกกลับมาที่ปัญหาสังคม  เรื่องหนึ่งที่น่ากังวลมากกว่าการที่รัฐบาลจะทำหวยบนดินหรือไม่ หรือว่าหวยบนดินจะมอมเมาเยาวชนไปถึงไหน บลาๆๆๆๆๆ มีแต่คนพูดกันไป พูดถึงแต่ปัญหา  แต่ไม่เห็นมีใครสักคน คิดอย่างจริงจังถึงทางออก หรือการให้ความรู้ เกี่ยวกับการติดพนันของเด็กและเยาวชนกันอย่างจริงจัง

            ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือแม้แต่สมาคมองค์กรที่บอกว่าทำหน้าที่เฝ้าระวังการพนันหรือเพทภัยทั้งหลายอันจะเกิดแก่เด็กและเยาวชนนั้น  ได้เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ภัยจริง ๆ ที่จะทำให้เด็กเสพติดนั้น อยู่ใกล้ ๆ ตัวเด็ก อยู่ในบ้าน บนโต๊ะทำการบ้านนั่นแหละ หาได้อยู่ที่บ่อนการพนัน หรือตูเกม หรือหวยใต้ดินบนดินอะไรนั่นหรอก

            พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ จะรู้สึกยินดีที่ลูกหลาน ไม่ออกไปเที่ยวเล่น เตะฟุตบอลค่ำ ๆ มืด ๆ  เหมือนลูกบ้านอื่น  วัน ๆ ง่วนอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ พลางคิดว่าไม่รู้โรงเรียนเดี๋ยวนี้ให้การบ้านอะไรหนักหนา ลูกหลานถึงทำการบ้านไม่รู้แล้วจนดึกจนดื่น  หารู้ไม่ว่า อันตรายที่มาทางออนไลน์นั้น รวดเร็ว และสร้างความหายนะได้ไม่แพ้ภัยนอกบ้านเลย  

 

Game Addiction: โรคติดเกม จุดเริ่มต้นของการติดพนันจริงหรือ

             เด็กติดเกม ประโยคแสนสั้น และดูเหมือนว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่หารู้ไม่ว่า จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี่แหละที่บานปลาย กลายเป็นปัญหาใหญ่

 

            เนื่องจากการเล่นเกมจนติดเกมของเด็กและเยาวชน  เพิ่งเป็นที่รับรู้ของผู้ใหญ่เมื่อไม่นานมานี้เอง จึงยังไม่มีเกณฑ์วินิจฉัยมาตรฐาน เรารู้กันแค่ว่า พฤติกรรมการติดเกมคอมพิวเตอร์ในเด็ก ก็คล้ายกับผู้ป่วยติดสารเสพติด (substance dependence) และผู้ป่วยติดการพนัน (pathological gambling)

 

            อาการที่ว่าก็คือ มีความรู้สึกเพลิดเพลินใจในเวลาที่ได้เล่นเกม มีความพึงพอใจเมื่อได้รับชัยชนะในการเล่นเกม แต่ต้องการเอาชนะเพิ่มขึ้นอีกจึงรู้สึกพึงพอใจเท่าเดิม มักใช้เวลาเล่นเกมนานจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็จะมีความต้องการเล่นในระดับที่สูงขึ้นไปอีก จึงมีความต้องการใช้เวลาในการเล่นเกมมากขึ้นเรื่อยๆรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายหรือมีอาการทางกายจากความเครียดเมื่อถูกขัดขวางการเล่นเกม

 

            นอกจากนี้ ยังมีความต้องการเล่นเกมมากขึ้นในเวลาที่รู้สึกเครียดและเล่นเกมเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญปัญหา มีความคิดหมกมุ่นกับเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก คือหมกมุ่นคิดเกี่ยวกับการเล่นเกมที่ผ่านมา และคิดวางแผนเพื่อเอาชนะการเล่นเกมครั้งต่อไป และมีความต้องการเล่นเกมตลอดเวลา (craving) จนมีผลกระทบต่อตนเองหลายด้าน เช่น การเรียน การทำงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสังคม เป็นต้น

             มีพฤติกรรมการเล่นเกมที่ไม่สามารถควบคุมได้ มักใช้เวลาเล่นเกมมากกว่าที่ตั้งใจไว้ มีความพยายามจะลดหรือเลิกเล่นเกม  แต่ไม่สามารถควบคุมตนเองให้หยุดเล่นได้ทั้งๆที่ทราบดีว่ามีผลกระทบต่อตนเองอย่างมาก เด็กและวัยรุ่นที่ติดเกมจะหมกมุ่นกับการเล่นเกมมากจนละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการเรียน การทำงานบ้าน ผลการเรียนลดลง ยอมอดอาหารและอดนอนจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ยอมเลิกกิจกรรมอื่นที่เคยสนุกสนาน และมีปัญหาพฤติกรรมหลายอย่างตามมา เช่น โกหก ขโมย ก้าวร้าว หนีเรียน หนีออกจากบ้าน และการพนัน เป็นต้น

              มีรายงานผู้เล่นเกมคอมพิวเตอร์บางคนเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ยอมนอน และสนใจกินอาหารและดื่มน้ำน้อยมาก จนเสียชีวิตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเคยมีรายงานข่าววัยรุ่นหมกมุ่นเล่นเกมคอมพิวเตอร์มากและอดนอนจนมีอาการโรคจิต และบางคนฆ่าตัวตายเลียนแบบเนื้อหาในเกมที่เล่น แต่กรณีดังกล่าวไม่มีข้อมูลว่าวัยรุ่นเหล่านี้มีอาการโรคจิตหรือโรคซึมเศร้าร่วมด้วยอยู่ก่อนหรือไม่


 

การติดเกม กับโรคติดเกม ก็ต่างกันนะ


การติดเกม ก็เหมือนคนติดเหล้า ถ้าอยากรู้ว่า คุณแค่ติดเกมเหมือนกับการแค่ชอบดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูง หรือว่าตอนนี้คุณเป็นโรคติดเกม ในอาการทีแทบจะเรียกได้ว่า ติดเหล้าเรื้อรังแล้วเข้าแล้ว ลองสำรวจตัวเองตามความเป็นจริงว่ามีอาการตามนี้หรือเปล่า


1.Tolerance คือ  แต่เดิม เล่นเกมแค่สิบนาที ก็สนุกสบายพอใจ ต่อมา สิบนาทีผ่านไปก็เฉยๆ ต้องเล่นนานกว่าเดิม เป็น หนึ่งชั่วโมง เป็นห้าชั่วโมง เป็นสิบชั่วโมง ถึงจะรู้สึกสนุกหรือพึงพอใจเหมือนแต่ก่อน เหมือน ๆ กับเคยกินเหล้าขนาดเดิมแล้วเริ่มไม่ได้ความรู้สึกพอใจเหมือนเดิม เช่น เดิม 1 แก้วก็เฮฮา ต่อมา 1  กั๊ก ก็ยังเฉย ๆ แล้วก็ต้องค่อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

2.Withdrawal คือ พอหยุดเล่นเกมแล้วจะหงุดหงิด กระสับกระส่าย พาล ต้องหาทางเล่นให้ได้ (เคยมีบางรายถึงขนาด ทำร้ายพ่อแม่ เพื่อให้ได้เล่นเกม ทั้งๆที่ เป็นเด็กที่ไม่มีปัญหาใดๆมาก่อน) เหมือนกับอาการถอนหลังหยุดเหล้า ที่ทำให้มีอาการ มือสั่น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ


3.ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ให้ความสำคัญกับ เกม มีความคิดหมกมุ่นกับเกมอย่างมาก เช่น หลับตาก็เห็นแต่ Raknarok ลืมตาก็มองบ้านมองโรงเรียนเป็น Sim city , คิดวนเวียนวางแผนเพื่อเอาชนะการเล่นเกมครั้งต่อไป ในเวลาเรียนหรือเวลาทำงาน

4. ต้องใช้เวลาในการเล่นมากไปกว่าที่ตั้งใจไว้ คุมเวลาไม่เคยได้

5.ความสามารถในการเรียนหรือทำงาน สัมพันธภาพกับคนรอบข้าง แย่ลง เช่น ละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบ การงานแย่ลง ผลการเรียนลดลง , ยอมข้าวอดน้ำอดนอน , ทะเลาะกับแฟนกับแม่บ่อยขึ้นในเรื่องของเกม เก็บตัวจากสังคม

6.แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาแต่ก็ยังคงเล่นต่อไป เหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น เช่น เริ่มเสียสายตา เกรดเริ่มตก งานเริ่มแย่ แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะเล่นเกมต่อไป เหมือนกับคนที่กินเหล้าจนเป็นโรคตับแข็ง แต่ก็ยังกินเหล้าต่อไป

7.พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เล่น เช่น โกหกแม่ โกหกแฟนเพื่อให้ได้เล่น หรือ ทำผิดกฎสังคม อย่าง ขโมยเงินหรือโดดเรียนได้เพื่อเล่นเกม


          
หากมีอาการตามที่ว่ามานี้ แล้วยังแถมด้วยคำพูดว่า โธ่ อยากเลิกเมื่อไหร่ก็เลิกได้ แค่ตอนนี้ยังไม่อยากเลิกเท่านั้นแหละ ขอให้รู้ไว้ว่าคำพูดแบบนี้ เป็นคำพูดของ คนติดสารเสพติดส่วนใหญ่ ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดแล้ว และ ในที่สุด ไม่เคยเลิกสำเร็จ ไม่เชื่อลองหยุดเล่นเกม แบบหักดิบ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ถ้าไม่ทุรนทุรายตามอาการดังกล่าว ถือว่า ยังห่างไกลกับโรคติดเกม แต่ถ้าหักดิบแล้วมีปัญหา แนะนำว่า ควรรีบปรึกษาคนใกล้ตัวหรือพบแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะถือว่าเป็นเรื่องเล็ก


           
เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมการติดเกม ถึงเป็นโรค มากกว่าการติดละครหลังข่าว หรือการติดข่าว

 

            เหตุผลแรกก็คือ คนเล่น จะมีโอกาส อิน ได้ง่ายกว่า เนื่องจากคนเล่น จะแทนตัวเองเป็น ตัวละคร ในเกมตั้งแต่เริ่มโดยอัตโนมัติ  แม้แต่เกมเด็ก ๆ น่ารัก ๆ อย่าง มาริโอ ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะรู้ได้ยังไงว่า วันหนึ่งถ้าเด็กเจอเต่า แล้วจะไม่อยากลองกระโดดเหยียบเต่าเหมือนในเกม   หรือวันหนึ่งเห็นท่ออาจลองมุดลงไปในท่อ ซึ่งตรงนี้ ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่เป็นปัญหา แต่เป็น ธรรมดาของระดับพัฒนาการทางความคิด ที่เด็กจะลอกแบบตามสิ่งที่เห็นได้ง่ายนั่นเอง

           
เหตุผลต่อมา เกมมีหลักการทำให้ติด เหมือนการพนันอย่างหวย หรือ บิงโก ฯลฯ นั่นคืออาศัย rewarding system กับ ทฤษฎี conditioning   ปัญหาของการติดเกม หรือการพนันแบบหวย เกิดจาก การเคยชนะ หรือ เคยได้ สลับ กับ การแพ้  เช่น ถูกหวย แล้วได้รางวัลแล้วชนะ รู้สึกดีใจ ตื่นเต้น อยากได้อีก ส่วนเกม เล่นแล้วชนะ รู้สึก ภูมิใจ รู้สึกเก่ง รู้สึกดี ความรู้สึกด้านบวกเป็นแรงกระตุ้นให้ อยากรู้สึกดีๆแบบนี้อีก   แต่ถ้าเกมไหนที่เราเล่นแล้วชนะซ้ำๆทุกๆครั้ง โอกาสติดเกมจะน้อยกว่า  เพราะจะเริ่มเบื่อ แต่พอเคยชนะ แล้วมาแพ้  เล่นแล้วแพ้ รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกผิดหวังคิดว่าตัวเองทำได้ดีกว่านี้ คิดว่าอยากจะเอาชนะ ไม่อยากเลิก   ซึ่งพฤติกรรมซ้ำๆ แบบการคิดจะเอาคืนแบบนี้  ถ้าเกิดมีมากเกินไป จะทำให้วนไปวนมา มีผลต่อสมองในส่วนที่เรียกว่า brain rewarding system ทำให้เกิดสารเคมีแปรปรวนได้ 

            เหตุผลประการที่สาม  เกมยุคใหม่ๆ มีความ สมจริง มากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการติดมากขึ้นไปอีก เพราะมีแรงจูงใจจาก การได้อิสรภาพ(freedom) ได้เพื่อน และ ได้ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง(self esteem) ซึ่งไม่มีวันจะเป็นไปได้ ในสังคมจริง ที่เราดำรงอยู่     การคนสำคัญที่สังคมในเกมต้องการ ในขณะที่ ในสังคมจริงถูกกดขี่ ข่มเหง ถูกควบคุม แต่ในเกมไม่มีใครคุมเราได้ เหม็นขี้หน้าก็ฆ่าทิ้ง ในสังคมจริงแม่ด่าครูว่าเรียนไม่เก่ง แต่ในเกม เป็นคนเก่งเป็นฮีโร่ ฯลฯ

            หลายเกมได้ใส่ คลื่นความถี่ขนาด 10-15 Hz ซึ่งเป็นเสียงที่หูมนุษย์ไม่สามารถได้ยินตามปกติได้ แต่จะรู้สึกผ่อนคลายก่อน  แล้วจึงตึงเครียดเกิดอาการอยากติดตาม  แต่อาการจะเกิดการ เพศชาย มากกว่า ตามลักษณะ ยีน XY ซึ่งจะทำให้ประสาทหูส่วน Hipoearily ส่งคลื่นผ่านกระพุ้งแก้ม ซึ่งมีต่อมไร้ท่ออยู่ข้าง กระตุ้นให้หลั่งสาร อะดินาลีน ออกมา ลองสังเกตดูสิครับว่า คนติดเกมมักมีอาการเหล่านี้ เท่าที่ผมได้ทำการวิจัยลับๆ กับคณะทดลองที่มหาลัย พบว่า มีบางเกมจะส่งคลื่นนี้ออกมามากกว่าปกติเช่น winning จะปล่อยออกมาตลอกเบาๆตามเสียงเชียร์ และเสียงนกหวีด เราสามารถ ลดอาการนี้ลงได้ หากปิดเสียงเกมลง 


            จะเห็นว่ามีปัจจัยที่ทำให้การติดเกมเป็นไปได้ง่ายมาก  แต่การแก้ปัญหา ไม่ใช่ ห้าม เล่นเกม  หรือไปเซ็นเซอร์ ทำให้เบลอ เหมือนที่ทำกับหนังหรือภาพยนตร์ที่ไม่ต้องการให้เด็กและเยาวชนดู  แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องให้ความรู้กับสังคม ซึ่งหมายถึงเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายร่วมกัน ว่า

            - ต้องบอกให้เด็กเลยเยาวชนรู้ว่า เกม เป็นเหมือนดาบสองคม เหมือนเช่น ของทุกชนิดในชีวิต ที่มากไปย่อมไม่ดี ต้องมีเวลาที่เหมาะสมในการเล่น

            - ต้องบอกให้เด็กเลยเยาวชนรู้ว่า  เกมก็เหมือนหนังเหมือนละคร มีหลากหลาย ต้องดูว่าเกมแบบไหนเหมาะกับผู้เล่นอายุเท่าไร และบางเกมก็สมควรหลีกเลี่ยงจริงๆ

            - ต้องบอกให้เด็กเลยเยาวชนรู้ว่า เกม มีภาวะเสี่ยงต่อการติดได้ง่าย กว่าปัจจัยอื่นๆ

            - ต้องบอกให้เด็กเลยเยาวชนรู้จักเตือนตัวเองให้รู้จัก หยุด หรือ ถอย เวลาที่เริ่มมีอาการติด
            - ต้องบอกให้เด็กเลยเยาวชนรู้จัก หน้าที่และ ความรับผิดชอบมากกว่านี้

            - ต้องบอกให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง รู้จักหาเวลาหรือหากิจกรรมดีๆแทนที่ซื้อเกมให้ลูกไว้เพื่อไม่ให้ออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน  แต่สุดท้ายลูกหลุดออกไปไกลกว่านั้น ในโลกของการติดเกม

            - ต้องสร้างจิตสำนึกให้กับเจ้าของร้านเกม ให้มีความปรารถนาดีต่อเด็กและเยาวชน ไม่ใช่ไม่ใช่หวังแค่จำนวนเงินของลูกค้าเยาวชน ฯลฯ


ข้อมูลประกอบจาก             http://topicstock.pantip.com

                                     www.ramamental.com/gameaddiction.pdf

                                   

 

 

           

 

Comment

Comment:

Tweet