มีใครบ้าง ที่ทำงานแล้วเกิน 10 ปี แล้ว แต่ยังโทรคุยหรือนัดทานข้าวกับเพื่อนสมัยเป็นนักเรียนอยู่เรื่อย ๆ ......   

ไม่ค่อยมีเลยเหรอ งั้นถามใหม่ 

 มีใครเคยไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นประจำปี หรืองานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนเก่าบ้าง  ถามแบบนี้ ค่อยมีคนยกมือขึ้นนิดหน่อย ........  

งั้นขอถามอีกข้อ ...ใครที่ไม่เคยพลาดงานเลี้ยงรุ่นเลย แม้แต่ปีเดียว   น่าจะมอบรางวัลเพื่อนแห่งชีวิตให้จริง ๆ ค่ะ  เพราะถ้าคุณไม่เคยขาดงานเลี้ยงรุ่นเลย แสดงว่าคุณให้คุณค่าและความหมายของความเป็นเพื่อนได้สมบูรณ์แบบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนที่ทำหน้าที่เตรียมงานรุ่น คอยประสานงาน คอยโทรตามให้เพื่อนไปร่วมงานรุ่น โดยหาสารพัดกลยุทธ์การตลาดมาเพื่อการปลุกเร้า เชิญชวนให้เพื่อนไปงานรุ่นกันให้ได้ ให้ครบ 

 

 ถามว่า พวกกรรมการรุ่นเหล่านั้นได้อะไรตอบแทน นอกจากเหนื่อย เปลือง โดนเพื่อนบ่น - - ไม่ไปหรอกงานรุ่นอะไรนั่นน่ะ มันเรื่องของเด็ก  ๆ เราโตแล้ว หน้าที่การงานก็มากมาย  มีเรื่องที่สำคัญกว่าตั้งมากมายก่ายกองต้องทำ มาชวนอะไร ไร้สาระ ว่างมากหรือไง - - นั่น เป็นไง ว่าไปโน่น  น่าเสียดายนะคะ เพราะคุณกำลังสูญเสียช่วงที่ดีที่สุดของชีวิตไปอีกครั้งด้วยน้ำมือของคุณเอง  หลังจากที่เสียเวลาแห่งความเยาว์วัยไปแล้ว ตามกฎของธรรมชาติ  

 

นั่นเพราะ เวลาแห่งการเลี้ยงรุ่น ทำให้เราได้นึกถึงอดีตร่วมกัน ไม่รู้ว่ามันเป็นเวทย์มนตร์ หรืออะไรสักอย่างที่ ทุกเรื่องราวจะพรั่งพรูออกมาเหมือนก๊อกของวันเวลาแตกทะลายลง เรื่องที่เคยสุข ก็ยิ่งสุขกว่าเมื่อมานึกย้อน ส่วนเรื่องทุกข์ เรื่องเศร้า เรื่องลอกการบ้านเพื่อนแล้วโดนดุ โดนตี โดนทำโทษ หรือไปแอบรักรุ่นพี่ แล้วเขาไม่รักตอบ (เพราะเขาไม่เคยรู้ว่าเรารัก หรือจริง ๆ แล้ว เขาอาจไม่เคยรู้ว่าเรามีตัวตนด้วยซ้ำ 555)  พอถึงวันเลี้ยงรุ่น เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องขำฮากลิ้ง เก็บมาอำได้ไม่รู้จบ ทั้งที่ตอนนั้น กว่าจะผ่านมาได้แทบปางตาย  

 

ฉันเอง ไม่ค่อยได้ไปงานรุ่นหรอกนะ (ถึงได้เสียดายมาจนถึงเดี๋ยวนี้)  อาจะเป็นเพราะขาดตัวตั้งตัวตี ไม่มีโต้โผ แต่ก็ยังดีที่มีโอกาสได้ติดต่อ พูดคุยกับเพื่อน กับคุณครูเก่า ๆ อยู่บ้าง ส่วนที่ไปอย่างจริงจังก็คืองานเลี้ยงรุ่นของคุณแม่   

 

เป็นการเลี้ยงรุ่นของเพื่อน ๆ ที่เข้าทำงานพร้อมกันและมีความเหนียวแน่นกลมเกลียว เป็นรุ่นเดียวที่มีการจัดงานเลี้ยงรุ่นเป็นประจำทุกปี และคุณแม่ก็เป็นขาประจำไม่เคยขาดแม้แต่ปีเดียวเหมือนกัน  ด้วยความหนักแน่นจริงจังของทั้งคุณแม่และเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น  ทำให้งานเลี้ยงรุ่นของท่านเป็นเหมือนประเพณีประจำปีที่ขาดไม่ได้ (เหมือนต้องไปถวายเทียนพรรษา หรือสาดน้ำวันสงกรานต์นั่นแหละ) ครอบครัวถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำตัวให้ว่างแล้วก็ไปด้วยกัน มีกิจกรรมมากมายพอควร เช่น ปางปีก็พากันไปถวายข้าวของที่วัด บางทีก็ไปมอบของให้น้อง ๆ ยากจนที่ต่างจังหวัด แล้วค่อยเที่ยวต่อ  ฉันเอง เป็นหลานรักของลุงป้าน้าอา เพราะชอบงานบริการประชาชน ทำหน้าที่เสริฟข้าวเสริฟน้ำไปตามระเบียบ ตอนนั้น ก็สนุกอยู่แค่นั้น ได้ไปเที่ยวกับคุณแม่ กับเพื่อน ๆ คุณแม่ ที่ล้วนแต่ตลก สนุก น่ารักและใจดี  

 

สิ่งที่จดจำได้ชนิดที่เรียกว่าฝังใจก็คือ เมื่อทุกท่านอยู่มาร่วมงานเลี้ยงรุ่น ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ให้ระคายหัวใจ หัวหน้าฝ่าย ก็อาจจะเดินไปรินน้ำให้เพื่อนซึ่งเป็นธุรการ แต่กำลังนั่งเล่นไพ่ติดพันอยู่ หรือรองผู้อำนวยการ ก็อาจจะถูกเพื่อนเอาเรื่องตลก ๆ เชย ๆ ที่เคยทำไว้เมื่อเข้าทำงานใหม่ ๆ มาอำ มาแซวได้โดยไม่มีใครถือโทษโกรธเคือง แถมยังสนุกไปด้วย เมื่อคิดถึงเรื่องเก่า ๆ เมื่อครั้งเข้าทำงานใหม่ ๆ มาด้วยกัน ไม่มีหัวโขนมาให้หนักทั้งศีรษะและหนักใจ  หรือเพื่อนบางคนอาจถือโอกาสฝากลูกเข้าทำงาน ฝากตัวเองให้เพื่อนช่วยผลักดันเลื่อนตำแหน่ง  เหมือนลืม ๆ ไปแล้วว่า เข้ามาทำงานก็พร้อมกัน บรรจุด้วยวุฒิการศึกษาและตำแหน่งงานในระดับเดียวกันนี่นา  แล้วมันไปทิ้งช่วงกันตรงไหน ทบทวนแล้วก็พากันงง ๆ และก็เห็นเป็นเรื่องขำกันไป  ถ้าติดตามผลกันจริงๆ แล้ว เราก็จะรู้ว่าฝากได้บ้างไม่ได้บ้างไปตามเรื่อง แต่ก็ไม่เห็นใครเอาเป็นเอาตาย หรือโกรธกันจริง ๆ จัง ๆ สักที เห็นบ่นกันไปมา แต่ถึงก็เห็นหน้าทุกครั้งตอนเลี้ยงรุ่น   อีกเรื่องที่ไม่เคยลืมก็คือ ความสนุกจากคำพูดตลก ๆ เรื่องราวฮา ๆ ของเพื่อน ๆ คุณแม่ ที่เล่าซ้ำกันทุกปีก็ยังขำได้ขำดี เหมือนทุกคนกลายเป็นใครอีกคน เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ตอนที่แค่ได้เข้าทำงานที่นี่ แม้จะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่ก็พร้อมจะมีความสุข มีเพื่อนแล้วก็มีความผูกพันได้  

 

จากนั้น เมื่อรุ่นของคุณแม่เกษียณอายุครบ ฉันก็ไม่มีงานเลี้ยงรุ่นให้ได้ไปอีก ... ........

 

แล้วพอมาปีนี้ เป็นความโชคดีอย่างยิ่ง  ที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของงานเลี้ยงรุ่นของ นรต. 37  ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม จนถึง 27 มิถุนายน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดอีกช่วงหนึ่ง  เพราะแม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจมาก่อนเลย แต่ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่งที่มีคุณค่านั้น ได้ร่วมงานตั้งแต่การเริ่มคิดคอนเซ็ปต์ของงาน ได้อึ้งกับสารพัดวิธีคิดที่พิถีพิถัน กับรายละเอียดชนิดที่เรียกว่า เก็บทุกเม็ด เด็ดทุกดอก ไม่ให้ตกหล่น  แทรกด้วยความกังวลถึงความรู้สึกของเพื่อน ๆ การจัดเตรียมสถานที่อีก จะจัดที่ไหนดี จะทำอะไรเป็นของที่ระลึกให้เพื่อนกับครอบครัว นักร้องควรเชิญใคร พอที่ประชุมบอกว่าคนนี้แหละดี พี่บางท่านก็ยังแอบกังวลว่าเพื่อนคนนั้นจะชอบหรือเปล่า เพื่อนคนไหนจะคิดยังไง การแสดงเป็นอะไรบ้าง รายการอาหารล่ะ แม้กระทั่งเพลงที่จะบรรเลง ถ้อยคำและข้อความที่จะสื่อสารถึงเพื่อน  

 

ถ้าหากเรื่องราวเหล่านี้ หลุดมาจากความคิดของผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา เพิ่งพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย ก็คงไม่น่าแปลกใจ เพราะในวัยเริ่มต้นทำงาน เพื่อน ยังคงความสำคัญอย่างหนักหนา แทบไม่ต่างจากตอนเรียน  แต่นี่เป็นความรู้สึกนึกคิด  จากผู้ที่เรียนจบมาแล้ว 25 ปี และมีเรื่องต้องทำ ต้องรับผิดชอบกว้างขวาง  มันน่าแปลกใจ พร้อม ๆ กับน่าประทับใจ  ที่คนเรา เมื่ออายุขนาดนี้ ไหนจะหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบต่อครอบครัว แล้วจะยังมีที่ทางเก็บไว้วางความอ่อนโยนสำหรับเพื่อนอีกเหรอ นอกจากนี้  ระหว่างประชุมครั้งละหลาย ๆ ชั่วโมง ที่เวลาผ่านไปเร็วอย่างไม่รู้ตัวนั้น มีการหยอกล้อ อำ แซว สลับกับสาระ ทำให้เห็นทั้งความรัก ความปรารถนาดี ความผูกพัน ห่วงใย  เหมือนกับว่าเวลา 29 ปีทีผ่านมานั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้แค่อายุอานาม กับความเจริญเติบโตหน้าที่การงานของพี่ ๆ เท่านั้นเอง   คิดถึงเรื่องเลี้ยงรุ่นของคุณแม่ จนถึงงานเลี้ยงรุ่นของนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 37 ที่เพิ่งผ่านมา แล้วเลยทำให้นึกถึงเหตุผลดี ๆ 37 ข้อ ที่ทำให้คนมาผูกพันกัน ...