"ปีนี้ พี่จะไปไหว้พระที่อินเดียกับหนูด้วย"  หา ว่าไงนะ อีกทีได้ป่ะ  สงสัยติดใจตั้งแต่ตอนที่พาไปกราบพระพุทธเมตตาและนั่งสวดมนต์ที่พุทธคยาเมื่อปีกลาย ครั้งนั้นเป็นอินเดียมหาวิบากของแท้ เพราะเป็นการไปไหว้พระนอกฤดูเดินทางไปแสวงบุญของชาวพุทธ  จึงไม่มีเที่ยวบินตรงกรุงเทพ ฯ - คยา (แม้แต่สายการบินเดียว หุ หุ) เราจึงต้องไปลงที่โกลกาต้า (ออกจากรุงเทพฯ ห้าทุ่มถึง โกลกาต้าตี 1 เวลาช้ากว่าบ้านเรา 1.30 ชม.) แล้วสาย  ๆ ต่อเครื่องบินในประเทศไปลงที่ Patna หรือปัตตนะ เมืองหลวงเก่าของแคว้นมคธ จากปัตตนะ นั่งรถยนต์ชิล ๆ  (แบบอินเดีย) ต่อไปคยาอีกประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ไปถึงคยาบ่าย 3 โมงกว่า ๆ  อากาศกำลังสบาย เราอาบน้ำแต่งตัวไปสวดมนต์ไหว้พระกันจนถึงค่ำ แล้วเช้าก็ไปสวดมนต์ต่อ จนถึงบ่าย ออกจากคยากลับไปปัตตนะ ค้างอีก 1 คืน เช้าก็ต่อเครื่องไปลงโกลกาต้า city tour เล็กน้อย ด้วยการไปบ้านแม่ชีเทเรซ่า กับนั่งอยู่ในรถชมเมือง แล้วก็ไปรอเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ตอนตีหนึ่งกว่า ๆ แล้วก็ถึงกรุงเทพฯ เช้าตรู่ โอย แค่เล่าแบบย่อ ๆ ไม่กี่บรรทัดยังเหนื่อยสาหัส!

             ต้องถามย้ำกันอีกครั้งแบบชัด ๆ ตรง ๆ ว่า จะต้องไป 9 วันนะจ๊ะ แล้วก็ตั๋วมักจะเต็ม ระหว่างทางมิได้มีแท็กซี่หรือเครื่องบินขึ้นลงทุกวันเป็นว่าเล่นเหมือนบางประเทศ  ไม่ใช่ว่าไป ๆ ได้ครึ่งทาง เกิดเบื่อจิต หรืออยากกลับไปทำงาน ข้าพเจ้ามิอาจเนรมิตรตั๋วเครื่องบินหรือแท็กซี่มิเตอร์ให้ได้นะ นอกจากจะอธิษฐานเอา ก็อาจจะพอมีหวัง   คราวนี้ ลูกทัวร์(ขาประจำ คนเดียวที่ได้รับการแต่งตั้ง) ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า พี่ตั้งใจ คราวนี้ไปด้วยตลอดเส้นทางเลย  หืมม์ หูฝาดมั้ยเนี่ย คนที่งานยุ่งที่สุดในโลก อยากไปกราบเส้นทางสังเวชนียสถานทีป่ระเทศอินเดียเนปาล รวม 9 วันเนี่ยนะ แม้ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องการพาพี่ไปอินเดียเนี่ย เป็นความหวังอันสูงสุดของฉันเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากที่ไปอินเดียกับแม่แล้วเนี่ย ฉันมีความมุ่งมั่นว่า จะต้องพา(หรือชักจูงหรือหว่านล้อม)คนที่มีความหมายต่อชีวิตของฉันให้ไปด้วยให้จงได้  ฉันก็ยังไม่มั่นใจในตัวพี่อยู่ดีว่าจะไป(ได้)จริงรึเปล่า ไปกั๊กที่นั่งเขาไว้เนี่ย ถ้าเป็นทัวร์ทั่วไปก็น่าเกลียด แต่ถ้าเป็นทัวร์ไหว้พระ ฉันถือว่าบาปนะ

              แต่ด้วยความที่เชื่อในแรงอธิษฐานและมั่นใจว่า การที่คนบางคนจะได้ไปจาริกบุญในเส้นทางธรรมอันศักดิ์สิทธิ์สายนี้ จะต้องมีวาสนา บุญญา สั่งสมมาพอควร   ประกอบกับเมื่อฉันไปอินเดียครั้งใด ก็จะอธิษฐานขอให้ได้มาเป็นเพื่อนพี่ไหว้พระพุทธเจ้าในเส้นทางนี้สักครั้งหนึ่งก็ยังดี เพื่อให้พี่ได้รู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างที่ฉันได้รับ  เมื่อพี่ยืนยันหนักแน่น ฉันจึงหาทางผูกมัดให้แน่นหนา ด้วยการโน้มน้าว ชักจูงให้พี่พาบุคคลที่พี่รักใคร่ ไปด้วยก็ได้ รวมทั้งพี่ป้าน้าอา สมาชิกถาวรในทีมท่องเที่ยวของเราด้วย

             จริง ๆ แล้ว ทริปอินเดียครั้งนี้ มีที่มาเหมือน(กับการหาข้ออ้างไปเที่ยวของเรา)ทุกครั้ง ซึ่งเป็นผู้จุดประกายว่าอยากให้จัดไปอินเดียไหว้พระกันสักทีเถอะ เพราะหลังจากที่พี่กลับมาจากเส้นทางจาริกบุญด้วยตนเองคราวนั้น พี่ก็ไปเล่าให้ป้า ๆ น้า ๆ แฟนคลับของพี่ฟัง ทุกคนที่เคยยี้ หรืออี๋แหวะ กับอินเดียก็มีทัศนคติใหม่ เกิดดวงตาอยากเห็นธรรมและอยากไปอินเพื่อไหว้พระกันในบัดดล (อิทธิพลของการสื่อสารจริง ๆ เชียว) เพราะทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า อยากไปกราบพระพุทธเจ้าในเส้นทางบุญ ประสาชาวพุทธ และอีกอย่างคืออยากไปทำบุญร่วมกันกับพี่(ซึ่งเป็นขวัญใจแฟนคลับ) ทีนี้ คณะของเราที่ประมาณกันไว้ร่วม ๆ 10 คน ก็ต้องไปแจมกับคณะของลูกค้าพี่อ้อย ที่ว่ากันว่าประมาณ 15 ท่าน ซึ่งปกติทัวร์ของคุณนายเธอจะไม่ให้เกิด 25 ชีวิต รวมหัวหน้าทัวร์ ไม่ว่าที่ไหนในโลก เธอมีนโยบายให้ลูกค้านั่งเก้าอี้(บนรถโค้ช) คนละ 2 ตัว  เราก็เลยต้องรวบรวมสมาชิกจำนวน แต่แล้ว คณะลูกค้า 15 ชีวิตของเธอ ก็เปลี่ยนใจไหนก็ไม่รู้ เหลือแค่ 4 ท่าน ทีนี้ ก็ยุ่งอ้ะดิ เกิดไม่ถึง 20 คนเดี๋ยวไปไม่ได้ขึ้นมา เราก็จะอดไหว้พระไปด้วย

             อย่างไรก็ตาม ทั้ง 19 ชีวิตก็ได้ออกเดินทางไปอินเดียตามเส้นทางสังเวลนียสถาน 4 ตำบลที่อินเดีย เนปาล สมดังความตั้งใจ  อินเดียตอนปลายหนาว เข้าหน้าร้อน อย่างเช่นปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ลมแรงมาก และกลางวันก็ร้อนอบอ้าว ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมคนอินเดียถึงได้ร้อนตายปีละไม่น้อย  ทริปนี้ เราโชคดี มีโอกาสได้เข้ารับฟังธรรมะจากท่านจ้าคุณวีรยุทธ หัวหน้าคณะธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ที่วัดไทยกุสินารา ฯ  ทุกครั้งที่ผ่านมา เราจะได้มีโอกาสนมัสการทานแบบเร่งรีบ เพราะท่านติดภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามวัดไทยที่ดูแลถึง 8 วัด แต่ละแห่งก็ห่างไกล(ด้วยการคมนาคมไม่ใช่ด้วยระยะทางไปทั้งหมด)

              เป็นที่น่าปลื้มใจที่ชาวคณะ ล้วนเบิกบาน มุ่งมั่น และอารมณ์ดีเฮฮาได้ตลอดเส้นทางอย่างไม่น่าเชื่อ  แล้วก็เป็นการเดินทางที่ปราศจากอุปสรรคอีกเช่นเคย  แม้จะเป็นเส้นทางเดิม แต่เปลี่ยนพระวิทยากรก็ทำให้เราได้รับความรู้ที่แตกต่างและมุมมองที่เปลี่นไปพอควร   อย่างเช่นคราวนี้ เราแวะลงไปชมสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ โปรดพุทธมารดา ซึ่งก็เป็นการลงไปกราบไหว้ เพื่อขอพุทธานุภาพ ประทานความสำเร็จให้กับการสร้างพระใหญ่ที่คุณพี่และชาวคณะกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่ขยับทีก็มีอุปสรรค แต่เชื่อหรือไม่ หลังจากกราบไหว้ขอบารมีพระพุทธานุภาพ ณ สถานที่แห่งนี้ การก่อสร้างที่ว่าออด ๆ แอด ๆ ก็เริ่มมีกำลังวังชา คล้ายมีมือที่มองไม่เห็นผลักดันเป็นขวัญกำลังใจ ขณะนี้หลังจากกลับมาจากอินเดียได้ 5 เดือน ก่อสร้างเสร็จไปแล้วเกือบ 80% ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

              อันที่จริง พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าไปที่อินเดียหลายเส้นทาง ยังมีร่องรอยอันปรากฎชัดถึงความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในอินเดียอีกมาก แต่ด้วยความกว้างใหญ่ของประเทศ สภาพภูมิอากาศ และความลำบากลำบนของการคมนาคมขนส่งและที่พักอาศัย ทำให้แม้แต่ฉันเอง ซึ่งรักการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ยังต้องขอติดแล้วคิดอีก ก็แหม นะ คนเรา เที่ยวแล้วต้องสุขใจด้วยนี่นา จะเที่ยวไป ระแวงไป ก็ใช่ที่  ฉันยังมีทริปดี ๆ ของอินเดียที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องไปดูใหได้อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น วิหารแห่งกามสูตร ที่ คะชุระโฮ หรือถ้ำอาร์เจนต้าร์ ออโรล่า อีก แต่ด้วยว่าแต่ละแห่งอยู่ห่างกันคนละมุมอนุทวีป ทำให้ต้องคิดแล้วคิดอีก ก็อินเดียนี่นะ ไปได้แค่ปีละไม่กี่เดือนเอง ไม่งั้นได้ร้อนตายพอดี

            

             

Comment

Comment:

Tweet

เที่ยวที่ไหน ไหว้ที่ไหน มันก็ขึ้นกับศรัทธาของคนนะผมว่า
โลกนี้กว้างใหญ่และรอเราไปสร้างรอยเท้าประวัติศาสตร์
ของเราเองไว้

สำคัญคือไปไหนอย่าลืมพกความสุขไป
บัตรเครดิตลืมเอาไปยังใช้โหมดแบ็คแพ็คได้
แต่ถ้าลืมพกความสุขไป

ก็ไม่สนุกน่ะสิopen-mounthed smile

#1 By เซี่ยหมิง on 2009-07-19 19:57