หนีร้อน.. ไปนอนตากหิมะ

posted on 24 May 2009 23:40 by payufon

             หลังจากที่ตอนปลายปีได้สัมผัสอากาศเย็นจนใกล้หนาว และหลาย ๆ คนดีใจเพราะได้งัดเสื้อกันหนาวที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปีมะโว้มาใส่เสียที แต่ยังไม่ทันไร ฤดู(ที่แสน)ร้อนก็มาเยือนชนิดที่เรียกว่า เหมือนกับเมื่อวานไม่ได้หนาวอย่างนั้นแหละ  ฉันและคณะพี่ป้าน้าอาก็เลยดำเนินการตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ปีใหม่ ว่าเราจะไปเที่ยวฮาร์บิ้นกัน คนต้นคิด ก็ยังเป็นคนเดิม ทั้งที่ตอนแรกฉัน(คนเดียว)ตั้งใจจะไปเทศกาลหิมะซับโปโร ที่ฮอกไกโด (ชอบที่สุดในโลก)  ซึ่งปีนี้ครบรอบการจัดงาน 60 ปีเต็ม แต่ไป ๆ มา ๆ แสงสีฉูดฉาดบาดตาของฮาร์บิ้น เกิดไปกระทบใจของคุณผู้ชายเข้า ประกอบกับเธอไม่เคยไปปักกิ่งแบบจริงจังมาก่อนเลย ดังนั้น การไปครั้งนี้ ก็ควรจะเที่ยวปักกิ่งซะด้วย เพื่อให้คุ้มค่า ก็เลยจัดแจงชวนสมัครพรรคพวกได้ 19 คน  ความเป็นมาของร้อนนี้ เราจะหนีไปฮาร์บิ้นกัน ก็มีด้วยประการฉะนี้

           วิตกแรกของการเดินทางก็คือ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม(เป็นสาเหตุที่ออกจะรำคาญเวลาต้องไปเมืองหนาว) แค่สมบัติของตัวเองคนเดียวก็ยุ่งยากแล้ว นี่ 2 คนในกระเป๋าเดียว เราเดินทางด้วยสายการบินไชน่าเซาท์เทิร์น เนื่องจากอันดับแรกเลยคือ สะดวก เพราะต้องเดินทางจากปักกิ่งไปฮาร์บิ้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง ช่วงนี้ (ปลายธันวาคม - ต้นมีนาคม) เป็นไฮซีซั่นของที่นี่ แล้วราคาตั๋วก็ยังถูกกว่าสายการบินไทยตั้งเกือบเท่าตัว (แม้ที่นั่งจะเบียดเสียดมากมายก็ตาม แต่เรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับว่าเรามากับใครด้วยนะ 555

           สัมผัสแรกที่สนามบินนาชาติที่ปักกิ่ง ต้องขอทบทวนความจำนิดนึง แม้ว่าจะไปเมืองจีนอยู่บ่อย ๆ แทบจะปีเว้นปีเลยก็ว่าได้ แต่ส่วนมาก็จะเป็นยูนนาน แชงกรีล่า เซี่ยงไฮ้ หังโจว แต่สำหรับปักกิ่ง ล่าสุดก็คือเมื่อ 14 ปีที่แล้วอ้ะ  ห่างกันตั้งเยอะ แถมยังเป็นปักกิ่งยุคหลังโอลิมปิคอีก  เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาล นับตั้งแต่เหยียบสนามบินนั่นเลย เป็นระบบ 2 เทอร์มินัลและมี monorail วิ่งเชื่อมไปมาระหว่างเทอร์มินัลด้วยนะ

           ถ้าอยากเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ต้องนี่เลย ห้องสุขา ที่สนามบินปักกิ่ง ห้องน้ำจำนวนมากมายและสะอาดกว่าสนามบินในยุโรปบางแห่ง(รวมทั้งที่สุวรรณภูมิด้วย) ที่ปักกิ่ง วันที่ไปถึงนั้น อุณหภูมิประมาณ 6 องศา โรงแรมที่พักก็ใช้ได้ตามมาตรฐานพีโอพี แต่คราวนี้พี่อั้มไปเป็นหัวหน้าทัวร์ เพราะพี่ป้อมติดกรุ๊ปของอีกบริษัทหนึ่งซึ่งจองล่วงหน้ามาแล้ว 6 เดือน ของเราเพิ่งบอกว่าจะไปตอนก่อนเดินทาง 2 อาทิตย์เอง มีตั๋วก็บุญแล้ว  พอออกมานอกอาคารสนามบิน ก็ได้หนาวแบบสะใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามแม่น้ำลำธารล้วนเป็นน้ำแข็งปกคลุม บางแห่งหนา บางแห่งเป็นเมือนสะเก็ดน้ำแข็งเคลือบหน้าผิวน้ำไว้ ล้วนแต่ตื่นตาตื่นใจกระเหรี่ยงเมืองร้อนอย่างพวกเราเป็นอย่างยิ่ง  บรรยากาศแบบเดียวกันนี้ แต่ไปคนเดียว หรือไปดูงานก็จะได้อีกอารมณ์นึงนะ คือเหงาแทบขาดใจตายไปเลย เหมือน ๆ กับ ตอนช่วงเย็น ๆ โพล้เพล้ใกล้ค่ำ เวลาเราไปต่างประเทศคนเดียว หรือใกล้วันจะกลับแล้ว มันจะรู้สึกหดหู่มาก ๆ ฉันเคยบอกกับพี่ว่า มันเป็นความรู้สึกของเย็นวันอาทิตย์ (ที่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ หรือมีงานค้างรออยู่บนโต๊ะ)นั่นแหละ ยังไงยังงั้นเชียว

ทางเข้าพระราชวังต้องห้าม ลำธารคูเมืองเป็นน้ำแข็งหมดเลย

          สมัยก่อน ถ้าเราไปเมืองจีน เราจะต้องได้ดูโชว์รูดเหล็กเผาไฟ เพื่อขายครีมสารพัดนึก ชื่อบัวหิมะ (แต่ของเขาดีจริง ๆ นะ เพิ่งรู้ว่านอกจากช่วยเรื่องไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แต้มสิว ทาฝี แปะหูด แก้วิงเวียนแล้ว ยังทาให้ริดสีดวงยุบได้ด้วยนะ) ซึ่งนักท่องเที่ยวมักรู้แกว ไม่ยอมอยู่ดูอีกแล้ว ครั้นจะเปลี่ยนเป็นรูดเสา ก็คงจะผิดคอนเซ็ปต์ ตอนนี้ ก็เลยมีกลยุทธใหม่ คือ การให้บริการนวดฝ่าเท้าผ่อนคลาย แล้วก็จัดโปรแกรมได้ฉลาดมาก คือหลังจากเดินชมพระราชวังต้องห้าม (พี่ป้อมเรียกว่า พระราชวังต้องหาม) ทุกคนกำลังเหนื่อยล้าได้ที่ พากันดีใจจะได้นวดเท้าสบายอารมณ์ หารู้ไม่ว่า มันคือกับดัก อิอิ แล้วก็เป็นกับดักแบบที่เรียกว่า เดินมาแมะ กันสด ๆ ขณะเท้าจุ่มอยู่ในอ่างน้ำอุ่น มีมือของหมอนวดเท้าจัดข้อเท้าของเราไว้อย่างมั่นคง(ห้ามหนีไปไหน จนกว่าจะซื้อยาแล้ว!!) พอบวกกับจิตวิทยาขั้นเทพ นั่นคือ จ้องหน้าเราและพี่เราสลับกันไปมา พยายามจะตรวจเราใหได้ แต่เราไม่ยอมให้แมะ (เพราะเข็ดแล้ว) แต่แกใช้วิธีจ้องหน้าเรา จับเราแหกตา(ไม่รู้ว่าเพิ่งนวดเท้าใครมารึเปล่า!!) พลิกหน้าเราซ้ายขวา  แล้วก็หันไปส่ายหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ก่อนจะบอกกับคุณพี่ของเราซึ่งกำลังนั่งหลับตาพริ้ม ล่องลอยไปกับการนวดว่า อาหมวย ของคุณอาการไม่ดี ตับไม่แข็งแรง ระบบไหลเวียนของเลือดติดขัด ผิดปกติอย่างแรง จงรีบซื้อยาไปกินซะดี ๆ ไม่งั้นหากปล่อยไว้ she จะเป็นอัลไซเมอร์ และตัวซีดเหลืองตายได้ก่อนวัยอันควร  แม้ว่าเราจะบอกว่าไม่เป็นไร หาหมออยู่แล้ว แกก็จะบอกว่าไม่เหมือนกัน ระหว่างที่เรากำลังหาข้ออ้างอยู่ ข้อเท้าเราก็ถูกไอ้หมอนวดหนุ่มน้อยจับข้อเท้าเอาไว้ พี่เราก็ถูกแมะไปด้วย คราวนี้ พ่อหมอก็จะเล่าอาการของคุณพี่แบบคร่าว ๆ ชนิดที่ว่า เป็นไม่มาก กินยา 2-3 อย่างก็จะแข็งแรง ไม่น่ากังวล แล้วก็หันขวับมาชี้หน้าเรา พร้อมทั้งจ้องหน้าพี่เราว่า แต่อาหมวยนี่นะ ถ้าไม่กินยาที่อาจารย์บอกนะ อีต้องตายเร็ว หรือไม่ก็สมองเสื่อมถาวรชัวร์

          เชื่อเลยอ้ะ นี่คือจิตวิทยาขั้นเทพ เพราะทุกคนก็ต้องเป็นห่วงคนที่ตัวเองรักทั้งนั้น (อย่างน้อยอยู่ต่อหน้า ก็ต้องแสดงออกล่ะวะ) ไอ้เรื่องตายเร็วก่อนวัยอันควรนั้น คาดว่าเป็นเรื่องที่พอรับได้ เพราะต่างก็รู้อยู่แล้วว่า ร่างกายของฉันมันอุดมด้วยโรคาพยาธิ แต่ไอ้เรื่องสมองเสื่อมเนี่ยสิ เชื่อว่าพี่เขาคงรับยากเหมือนกันนะ  สรุปว่าต่อรองลดเหลือกินแค่ 3 เดือนแล้วกันนะ เราก็เดินทางบ่อย ถ้าดีแล้วค่อยฝากซื้อได้ไม่ลำบาก เพราะจริง ๆ แล้วมียาจีน ที่ซื้อที่จูไห่ (ถูกบังคับแมะเหมือนกัน)กินแล้วดีมาก ๆ พออยากได้อีก   ฝากซื้อยากพอควร (ตอนแรกจะให้กิน 6 เดือน อุแม่เจ้า ไม่ใช่ถูก ๆ ถ้ากินแต่ยาแทนอาหารได้ก็คงไม่เท่าไรหรอกนะ ) สรุปว่า วันนั้นหมดค่ายาไปมากกว่าราคาทัวร์ 2 คนรวมกันซะอีก

           สิ่งที่(ตอนแรก) ขัดหูขัดตา (ต่อมา) ตลกและประทับใจก็เห็นจะเป็น local ไกด์ของปักกิ่งนี่แหละ ชื่อว่าอาเหวิน เป็นหนุ่มน้อยชาวจีน หน้าตาน่ารัก(แบบปักกิ่ง) บุคลิกดี สะอาดสะอ้าน ภาษาไทยแข็งแรงและความรู้ดีแต่ดื้อ(มั่ก ๆ) แล้วก็ชอบเถียงลูกทัวร์ (ผู้ซึ่งดื้อกว่า) ส่วนสาวน้อยไกด์ท้องถิ่นที่ฮาร์บิ้นก็น่ารักเหมือนกัน แต่พูดไทยไม่ได้ she ก็เลยร้องเพลงใหฟังแทน เสียงดี หน้าตาดี ก็เลยเพลิน ๆ ไปได้

           ที่ฮาร์บิ้น ตอนที่เราไปถึง อากาศตอนเช้าประมาณ 2 องศา เราต้องไปที่ร้านขายเสื้อผ้า เพื่อรับ  เสื้อกันหนาว(ที่ตอนแรกบอกว่าเป็นขนเป็ด) แต่ที่จริงเป็นใยสังเคราะห์ ถ้าโดนประกายไฟ มีหวังลุกท่วมตัวแน่ ๆ  แต่ก็อุ่นดี + กับรองเท้าบู๊ต สำหรับเดินย่ำน้ำแข็งแล้วไม่ลื่น พร้อมทั้งผ้าพันคอ หมวกไหมพรมและถุงมือธรรม ๆ 1 ชุด แค่นี้ก็พร้อมจะลุยเทศกาลน้ำแข็งกันแล้ว

            ฤดูท่องเที่ยวที่นี่ น่ารักตรงที่ตกแต่งเมืองด้วยน้ำแข็งทั้งหมด นับว่าเป็นเรื่องที่เรียบง่าย แล้วก็สะท้อนถึงการจัดการการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี  แล้วก็พอถึงหน้าร้อน น้ำแข็งจะละลายไปเอง พอปีหน้า ค่อยสร้างกันใหม่ ไม่เปลืองวัสดุ ไม่เกะกะ แถมยังเปลี่ยนดีไซน์ได้ตรงเทรนด์ของทุกปี

กำแพงน้ำแข็งข้างทาง สิ่งก่อสร้างจากน้ำแข็งที่ทำจากแม่น้ำในเมืองฮาร์บิ้นนั่นเอง 

           งานแสดงหิมะและน้ำแข็ง (เน้นน้ำแข็ง) ที่ฮาร์บิ้นแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ตอนกลางวัน ที่น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง เราสามารถนั่งรถม้า ที่นั่งได้คันละ 4 คนไปกลางทะเลสาบ (หรือนั่งรถหมา ก็ได้ อูฐก็มี แพะ ก็มา ทุกอย่างแต่ไม่แนะนำ) แล้วก็นั่งกลับ (จะวนรอบกาะเล็ก ๆ กลางทะเลสาบก็ได้ แต่คนขับรถม้าขอเก็บตังค์เพิ่ม!?!) หรือจะหัดเล่นสกี ก็มีให้เลือก นอกจากนั้น ก็จะมีงานปั้นที่ทำด้วยหิมะตั้งโชว์ ส่วนตอนกลางคืนที่เป็นไฮไลท์ของเทศกาลน้ำแข็ง ตระการตาด้วยแสงสีเสียงและคนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนจีนเองนั่นแหละ  ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เพราะหนาวมือมาก ๆ

            ตึกรามบ้านช่องที่ฮาร์บิ้น ดูหน้าตากระเดียดไปทางรัสเซียและแอบยุโรปอยู่นิด ๆ รวมทั้งหน้าตาและผิวพรรณของคนที่นี่ด้วย ผู้หญิงผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่แบบสมส่วน จมูกโด่งและตาเป็นประกายสดใส สรุปว่าหน้าตาดี  มีความเป็นมิตรแบบพี่น้องในชนบททั่ว ๆ ไป โรงแรมก็พออาศัยได้ แต่อาหารยังไม่ค่อยเข้าท่านัก แม้ว่าอาหารจีนจะเป็นเลิศในโลก แต่เกรงว่าอาจจะยกเว้นที่ฮาร์บิ้นนะ หรือไม่ก็เราไปเจอร้านไม่อร่อยก็ไม่รู้ ตอนที่เราไป หิมะตกโปรยปรายมาให้เห็นอีกแล้ว รู้สึกว่าฉันจะถูกกันดีกับหิมะ  ไปเมืองหนาว หน้าหนาวทีไร เป็นอันต้องเจอหิมะโปรยทุกทีสิน่า  

            เป็นอีกทริปหนึ่งที่ประทับใจมาก ยกเว้นเรื่องที่ฉันต้องยอมรับความจริงว่า ระยะเวลาห่างกัน 14 ปี ทำให้ฉันเดินขึ้นกำแพงเมืองจีนไม่ไหว แม้จะเดินเล่นในพระราชวังต้องห้ามได้อย่างชิล ๆ ก็ตาม

edit @ 24 May 2009 23:50:35 by payufon

Comment

Comment:

Tweet

รีวิวน่ารักจังค่ะ
แพลนว่าจะไป ราว 4 มค กลับ 18 มค ปีหน้า
ถ้ายังไงอากทราบพวกเรื่องราคาตั่วราคาที่พักไรแล้วก็พวกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไรงี้อะคะ

เพราะว่าเดินทางคนเดียว ไปเจอเพื่อนที่ฮาร์บิ้นเลย

จิงๆคือกะไปเล่นสกีที่นั่น แต่ไม่ทราบมรฃีตั่วบินตรงไปเลยมั้ย
หรือต้องผ่านปักกิ่งก่อน
ไม่อยากให้แพงมาก ถ้าทริปนี้ทั้งทริปให้งบที่ 30000 ไหวมั้ยคะ
ทั้งค่าตั่ว ที่พัก อาหาร ทกอย่างเลย

ไปเองนะคะ ไม่ไปกะทัวร์

ถ้ายังไงรบกวนอีเมล์มานะคะ

จะขอบคุณมากๆเลย

nectar1811@yahoo.com

#1 By หวาน (58.64.56.149) on 2009-09-21 18:28