เทใจ...ให้โซล

posted on 24 May 2009 23:22 by payufon

Day 1

             หลังจากขลุกขลักทุลักทุเล เดี๋ยวไปเดี๋ยวไม่ไปจนแทบจะถอดใจแล้ว ทำให้ต้องเก็บของในนาทีสุดท้ายเหมือน ๆ กับการเดินทางทุกครั้งในช่วง 3-4 ปีหลังของฉัน บางทีก็หลงลืมข้าวของเครื่องใช้จำเป็นอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะครบ เพราะชินซะแล้ว สงสารก็แต่แผนกทำตั๋วกับจองโรงแรม น้องสาวผู้แสนดีและอดทน ทำให้ทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อยจนได้เดินทางในที่สุด  

            ช่วงสายของวันที่ 22 (ขอย้ำ วันที่ 22 จริง ๆ) ก็ยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอนว่าจะไปเที่ยวไหนดี และแล้วก็มาลงตัวที่ เที่ยวบิน TG658 ตามตารางบินบอกว่าออกจากกรุงเทพฯ ตอนห้าทุ่มห้าสิบ ไปถึงสนามบินอินชอน ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตอนประมาณเกือบ ๆ เจ็ดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น อินชอนเป็นสนามบินใหม่ใกล้เมืองโซล แต่ก่อนเราต้องไปที่สนามบินคิมโป ซึ่งโดนยกเลิกเพราะเล็กเกินไป เหตุผลแบบเดียวกับที่สนามบินดอนเมือง คาดว่าสนามบินอินชอน คงเป็นแรงบันดาลใจหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่และยาว จัดเป็นสนามบินที่เดินเมื่อยมาก ๆ แห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้(มีคอลัมนิสต์บางคนค่อนแคะว่าสนามบินสุวรรณภูมิเป็นห้างสรรพสินค้าที่เผอิญมีเครื่องบินมาจอด/ขึ้น-ลง!และหน้าตาเหมือนซี่โครงไก่ อิอิ)

             ความเป็นคนเมืองหลวงที่กลัวรถติดจนขึ้นสมอง ฉันจึงไปถึงสนามบินแต่หัววัน เริ่มจากไปทำการจองที่นั่งซะก่อน เพราะออกตั๋วกระชั้นชิด ทำให้ไม่สามารถ booking seat ไว้ล่วงหน้าได้ ก็ต้องไปบอกเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์เช็คอินเอง  

            หลังจากทำบัตรที่นั่งเสร็จ ก็พุ่งตัวไปที่เคาน์เตอร์ให้ยืมโทรศัพท์ของเอไอเอส เพื่อขอยืมเครื่องไปใช้ที่เกาหลี ได้รับโทรศัพท์น่ารักพร้อมเครื่องชาร์จ 1 ชุด ไปใช้ที่โซล (จริง ๆ แล้ว โทรศัพท์ 3 จี ของบ้านเราก็ใช้ได้ พอไปถึงโซลลองใช้โนเกีย เอ็น 73 ปรากฎว่าสัญญาณพุ่งปรี๊ด แถมยังโชว์เบอร์โทรเข้าด้วยนะเออ ไม่ชอบก็ไม่ต้องรับจะได้ไม่เปลืองตังค์)

                    เป็นครั้งแรกของฉัน สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ เลยทำให้งงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่เดินทางอยู่เรื่อย ๆ อย่างเรา เราเดินอยู่ท่ามกลางสินค้านานาชนิด (เหมือนห้างสรรพสินค้าจริง ๆ) เดินเมื่อยมาก ๆ ค่าที่สนามบินใหญ่โตและมีระยะทางยาวมาก ๆ กว่าจะถึงประตูทางออก  

            ได้เวลาก็ไปขึ้นเครื่องที่ประตู 27 ป้ายบอกทางเล็กมาก ๆ ต้องสังเกตให้ดีเพราะปนอยู่กับเคาน์เตอร์ร้านอาหาร

 

Day 2

             ถึงสนามบินอินชอน ตอนเวลา เจ็ดโมงกว่า ๆ เกือบแปดโมงเช้า หลังจากผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ขี้สงสัยออกมาได้ (โชคดีที่เราถ่ายเอกสารใบจองโรงแรมกับสำเนาตั๋วขากลับไว้ เป็นการยืนยันฉันกลับแน่จ้ะ แค่มาเที่ยวเฉย ๆ ไม่กะอยู่เลยหรอก)  จากนั้นก็ไปรอกระเป๋า แป๊บเดียวเอง หลังจากรื้อเสื้อกันหนาวออกมาใส่เรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมออกมาผจญภัยแล้วล่ะ ด้วยอุณหภูมิ 3-6 องศา แต่เราไม่หนาวมากนัก 
ป้ายรอรถบัสเข้าไปในเมือง และจอดส่งหน้าโรงแรมและจุดจอดใหญ่ ๆ

 

            เริ่มจากไปที่เคาน์เตอร์ขายบัตรรถโดยสารเข้าเมือง เราเลือกแบบ deluxe bus ค่ารถคนละ 12,000 วอน(รวม ค่าทางด่วนแล้ว) โดยบอกชื่อโรงแรม Best Western New Seuol อยู่หลังศาลากลางเมืองโซล (Seoul City Hall)  เจ้าหน้าที่ก็เอาแผนที่มากาง อธิบายให้ฟังว่าเราจะต้องลงตรงไหนถึงจะใกล้ที่สุด เพราะโรงแรมที่เราจะไปพักเป็นโรงแรมเล็ก ๆ ไม่ใช่จุดใหญ่สำหรับจอดรถ  พอได้ตั๋ว ก็ออกมารอรถตรงจุดที่กำหนดคือ 11A รถจะมาจอดรอทุก ๆ 20 นาที มีเจ้าหน้าที่(อัธยาศัยดีมาก) คอยจัดระเบียบดูแลคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอย่างเรา เพราะฉะนั้นอย่ากังวล มีรถตลอดจนถึงหนึ่งทุ่ม  รออยู่แป๊บนึงรถก็มา คนขับกิริยามารยาทสุภาพมาก ๆ เลย แต่ขับรถซิ่ง มาก ๆ พอกัน

 

            สรุปว่าเช้านี้ เราไปถึงโรงแรมอย่างอิดโรยเนื่องจากความหวังดีของโชเฟอร์ปรากฏว่าส่งผิดโรงแรม แต่ก็ไม่ไกลจากจุดหมายที่แท้จริงซักเท่าไหร่ เราแค่เดินไกลนี๊ดนึงเอง 

 

                       ตึกสวยกลางกรุงโซล ใช้กระดาษสะท้อนแสงแทนไฟประดับ สวยทั้งกลางวันกลางคืน   

 

 

                                               ลานสเก็ตน้ำแข็ง หน้าศาลาว่าการกรุงโซล

 

           

               Hotel Best Western New Seoul หรือที่คนท้องถิ่นเรียกสั้น ๆ ว่า นิวโซล เป็นโรงแรมขนาดเล็ก privacy มาก ๆ เพราะไม่มีทัวร์มาลง ส่วนมากเป็นนักเดินทาง หรือพวกท่องเที่ยวรายย่อยอย่างทีมของเรา รวมทั้งพวกนักธุรกิจ  มารู้ตอนกลับมาแล้วว่า เนื่องจากราคาห้องพักแพงเกินกว่าทัวร์จะสู้ไหว เพราะทำเลที่ตั้งดีมาก ๆ อยู่หลังศาลากลางกรุงโซล ซึ่งเป็นใจกลางเมือง มีร้าน 7-11 กับสตาร์บัคส์ล้อมรอบ นอนพักเอาแรงประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เริ่มตั้งเข็มไมล์แรก

 

               เริ่มจาก เคียงบกกุง หรือพระราชวังเคียงบกอันกว้างใหญ่ แม้ว่าจะเคยมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังหลงทางอยู่ เพราะที่ผ่านมาใช้บริการทัวร์  ช่วงนี้ด้านหน้าปิดซ่อมพอดีเลย แต่ยังเปิดให้เข้าชมได้  เดินเรื่อยเปื่อยเข้าไปถ่ายรูปกับทหารยามที่แต่งชุดโบราณ ดูตำหนักต่าง ๆ จนถึงด้านในสุด  มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน แสดงความเป็นมาของประเทศ อันนี้ยังไม่เคยเข้าไปดู ก็ดูซะหน่อย น่าสนใจดี(อย่างน้อยก็อุ่นกว่าข้างนอก-หนาวสุด ๆ )

 

 

 

 เคียงบกกุง ในฤดูหนาว รอหิมะตก

 

 

            ดูวัง กับพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว เราก็ไปที่ถนนอินซาดอง อันนี้อยากไปมานานมากแล้ว อ่านจากในหนังสือ แล้วก็รู้สึกว่าพวกทัวร์จะไม่เคยพาไป เพราะเป็นถิ่นศิลปิน ไปดูแล้วก็โอเคนะ ชอบจัง แต่คนเยอะมาก ๆ ไม่รู้ว่าเยอะเพราะใกล้คริสต์มาส หรือเยอะอย่างนี้ทุกวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่รู้ (มีวัยรุ่นถือป้าย Free Hugs อยู่เป็นระยะ ๆ ไม่รู้ว่ากอดฟรีแล้วได้อะไร แล้วกอดทำไม หรือแจกกอดช่วงคริสต์มาส หรือเป็นการบ้านส่งครู ใครรู้ช่วยบอกที มารู้ทีหลังตอนกลับจากโซลแล้ว ทราบว่าวัฒนธรรมนี้เผยแพร่มาจากออสเตรเลียอีกทีหนึ่ง ทั้งนี้ คนเกาหลีหลายต่อหลายคนมักขาดแคลนความรัก อาจจะด้วยวิถีชีวิต อากาศที่หนาวเย็นหรือเหตุผลอื่น ๆ บางคนยังไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็มี ดังนั้น อาจจะมีหลายคนที่โหยหาความรักความอบอุ่น น้อง ๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็เลยอาสากอดฟรีจ้า-so cool !!)

 

               เดินเล่นสักครู่ รู้สึกว่าคู่หูของฉันไม่ค่อยจะชอบงานอาร์ตเท่าไร เพื่อความสมานฉันท์ ก็เลยชวนกันไปกิน galbi หรือหมูกระทะอันขึ้นชื่อของเกาหลีดีกว่า ตอนสั่งก็นึกว่าน่าจะรู้เรื่องนะ บอกว่าเอาแบบนี้แต่เปลี่ยนเนื้อเป็นหมู คนเสริฟคงฟังแค่พอร์ค ๆ ก็เลยเอาเนื้อหมูติดซี่โครงสำหรับกินสองคนมาย่างให้ ปรากฏว่าอร่อยมาก ๆ  แถมด้วยน้ำซุปเย็นใส่หัวไชเท้า รสชาติแปลก ๆ เหมือนน