นึกยังไง ไปอินเดีย

posted on 24 May 2009 12:20 by payufon

          ไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะได้ไปอินเดียกับใครเขา เพราะทราบชื่อเสียงและความไม่คาดฝันของอินเดีย ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งที่เสพด้วยตนเอง และที่ฟังเขาเล่ามา แล้วทำไม และยังไม่ทันไร ก็เก็บข้าวของไปอินเดียซะ 10 วัน แถมยังไปแล้วไปอีกถึง 5 ครั้ง ในเวลาแค่ไม่ถึง 2 ปี

          ชอบวิวทิวทัศน์ของอินเดียล่ะสิ สถานที่ท่องเที่ยวชวนตื่นตาตื่นใจใช่ป่ะ รู้นะ มีคนแอบถาม หรือว่าอากาศเย็นสบายสูดลมหายใจได้เต็มปอด ไม่ใช่เด็ดขาด บางคนเดาว่าติดใจหนุ่มอินเดียหน้าหล่ออ๊ะเปล่าจ๊ะ หรือว่าอาหารอร่อย รายนี้ถามออกแนวรู้ใจ ก็มีบ้างนะ โดยเฉพาะมะเขือม่วงอย่างยักษ์ หวานอร่อยสุด ๆ (อย่าถามว่าเอาอะไรมาทำปุ๋ยนะ ไม่อาว ไม่บอกหรอก อิอิ) 

          จริง ๆ แล้วถูก ๆ ผิด ๆ ปน ๆ กัน ทั้งย่อหน้าเลยล่ะ เพราะเริ่มต้นจากคำเชิญชวนของพี่อ้อย พี่สาวแสนใจดีเจ้าของบริษัทพีโอพีทราเวล บอกบุญว่าไปอินเดียกันเถิด เกิดเป็นชาวพุทธ หากได้มีโอกาสไปสังเวชนียสถาน 4 อันประกอบด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและปรินิพพานของมหาศาสดาเอกของโลกแล้วไซร้ นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชน และด้วยเหตุว่าเที่ยวบินนั้นจองยากนักหนาแสนสาหัส ที่นั่งหลุดมาแค่ 3 ที่ นานทีปีหนนะน้อง  เท่ากับฟ้าประทาน เป็นวาสนายิ่งนัก เพราะบางคนจด ๆ จ้อง ๆ อยากไปเสริมดวง เพิ่มบารมี กำลัง ๆ จะเดินทาง ก็ให้มีเหตุอดไปก็เยอะ คิด ๆ แล้วนึกดีใจ ว่าเราหนอก็คนมีโชคกับเขาเหมือนกัน เลยตกลงใจในบัดดล ลืมไปซะสนิทเลยว่าเคยจัดลำดับอินเดียติดโผประเทศที่อยากไปน้อยที่สุดอันดับ 2 !! (รองจากอินโดนีเซีย)

          นอกจากจะลืมว่าไม่เคยอยากไปอินเดียแล้ว ยังตื่นเต้นที่ได้รู้ว่า สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่จะได้ไปกราบไหว้นั้น เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง และเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย (อันนี้ พอไปถึงแล้วจึงซึ้งกับคำว่า "เหนือจินตนาการ 555)นั่นคือแถบรัฐพิหาร ไม่เป็นไร เพราะใจมีศรัทธานำ(นั่น !!แค่หลังจากตกปากรับคำนะ ยังไม่ทันได้ทำวีซ่าเลย ใจก็แล่นไปลิ่วแล้ว)

          เล่าให้ฟังนี๊ดนึงนะ ว่าทำไมมันจะยากเย็นอะไรนักหนา กะอีแค่ไปอินเดียไหว้พระ คนอื่นเขาไปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลียกันโครม ๆ ครึ่งค่อนโลก  มีเงินซะอย่างอยากไปตอนไหนก็ได้  แค่อินเดีย บินไม่ถึง 3 ชั่วโมง(จากกรุงเทพฯถึงสนามบินพุทธคยาที่ตำบล GAYA) แต่ขอโทษนะคะ นี่คืออินเดียค่ะ อะไรที่ทำได้ง่าย ๆ ที่อื่น แต่จะยากมากถึงยากที่สุด หรืออาจจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ไอ้เรื่องที่คนอื่นเขาว่ายากเย็นเข็ญใจ ที่นี่เป็นเรื่องชิล ๆ ค่ะ 

           สาเหตุที่หาตั๋วเครื่องบินยาก ก็เพราะว่า ดินแดนกว้างใหญ่จนได้รับการขนานนามว่าอนุทวีปนี้ มีฤดูร้อนที่โคตรจะร้อนและกินเวลานานถึง 6 เดือน เพราะรวบยอดเอาฤดูฝนเข้ามาอยู่ปน ๆ กันด้วย (ลองจินตนาการดูว่าร้อน ๆ อยู่ ฝนก็ตก แล้วก็ร้อนอีก อาจจะดีสำหรับคนซักผ้า แต่คงไม่ดีแน่สำหรับคนที่นาน ๆ มาทีอย่างพวกเรา) ฤดูที่แสนร้อนนี้ กินเวลาถึง 6 เดือน เริ่มจากปลายเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนกันยายน (ยังกับปีงบประมาณ)

          เพราะฉะนั้น นักแสวงบุญผู้แสวงหาความสงบทางใจ พร้อม ๆ กับความสะดวกทางกายอย่างพวกเรา ก็ต้องรอจนเข้า high season ซะก่อน นั่นคือปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นสบายจนถึงหนาว(ธันวาคม-มกราคม หนาวจริงๆ นะ) เพราะนอกจากอากาศจะเย็นสบายชวนให้ใจสงบได้ง่ายแล้ว สายการบินหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นการบินไทย แอร์อินเดียและอินเดียนแอร์ไลน์ ก็พากันเปิดเที่ยวบินต้อนรับชาวพุทธโดยพร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่ 1ตุลาคม - 31 มีนาคม ป็นเวลา 6  เดือนเท่านั้น ไม่เฉพาะแต่สายการบิน โรงแรมหลายแห่ง ร้านอาหารต่าง ๆ ที่เปิดรอรับนักแสวงบุญใน Buddhism section หรือเส้นทางไหว้พระ นอกจากที่เมืองคยาแล้ว ส่วนใหญ่ก็พลอยปิดทำการไปด้วย (ก็เครื่องบินไม่มา จะเปิดรอรับใครกัน เพราะโรงแรมกับร้านอาหารที่บริษัททัวร์จัดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยพัก และรับประทานอาหาร ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่เป็นชาวญี่ปุ่นมาสร้างไว้ เพราะพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นเดินทางมากราบไหว้สังเวชนียสถานที่อินเดียเป็นจำนวนมาก คนไทยเลยพลอยได้อานิสงส์ เพราะสภาพของโรงแรมอินเดียแท้ ๆ ที่ไม่ใช่โรงแรมชั้นหนึ่งของเมืองใหญ่ ๆ อย่างเดลลี หรือพาราณสีนั้น อย่าได้หมายจะไปพัก (แม้ว่าคุณจะเป็นเซียน backpacker ก็ตาม) เพราะไม่สามารถรองรับหรือให้บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ แม้แต่จะขอเข้าไปใช้ห้องน้ำก็ตาม-อันนี้ เป็นประสบการณ์ตรง)              

           

         แต่ถ้าใครไม่กลัวร้อนกาย เพราะใจร่มพอ(ขออนุโมทนาค่ะ) ก็สามารถใช้บริการของสายการบิน DRUKE  AIR ของประเทศภูฏาน ซึ่งให้บริการตลอดทั้งปีจากกรุงเทพฯถึงสนามบินพุทธคยา แต่รู้สึกว่าจะบินสัปดาห์ละ 2 ครั้งเท่านั้น  หรืออาจจะขึ้นการบินไทย ออกจากกรุงเทพตอนเกือบ ๆ เที่ยวคืนแล้ว ไปลง Kolkata ตอนเกือบ ๆ ตีหนึ่ง (อย่าตกใจ ว่าใช้เวลาบินสั้นกว่านั่งแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ เพราะ จริง ๆ แล้วบินสองชั่วโมงครึ่ง แต่ที่อินเดียจะช้ากว่าที่ประเทศไทย 1 ชั่วโมงครึ่ง หาที่พักหนึ่งคืน ถ้ามีเวลาน้อย ตอนเช้าให้ขึ้นเครื่องของ JETlite low cost airline (เป็น low cost airline ที่ตรงเวลาอย่างเหลือเชื่อ)

         จากสนามบิน Kolkata ไปลง Patna เมืองหลวงของรัฐพิหาร ในปัจจุบัน หรือเมือง ปัตตนะ ในสมัยพุทธกาลนั่นไง  งงรึยัง  อย่าเพิ่งงงนะ เพราะพอไปถึง Patna เมืองที่แสนวุ่นวายไร้ระเบียบ(อีกเมืองหนึ่งของอินเดีย)แล้ว ก็ต่อรถยนต์อีกที (ยังมีอีก นี่แค่เรียกน้ำย่อย) อันนี้ ควรให้บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวจัดให้ เพราะต้องใช้เวลาเดินทางอีก 3-4 ชั่วโมง กว่าจะไปถึงพุทธคยา แล้วยังต้องเดินทางไปกราบไหว้สังเวชนียสถานอีกหลาย ๆ แห่ง ซึ่งอยู่ไกลกัน และใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก

        อันที่จริงไม่ไกลเท่าไร แต่ถนนเล็ก และขับเร็วไม่ค่อยได้ เพราะสิ่งมีชีวิตแทบทุกอย่างทั้ง 4 เท้า 2 เท้า ทั้งที่เดินเอง แบก หาม ถัด อุ้ม จูง รวมทั้งผู้ที่ขับ เข็น ลาก จูงรถราพาหนะอีก รวม ๆ กับวัว ม้า ลา แพะ แกะ ไก่ (เรื่องจริง) ที่ล้วนมีความจำเป็นต้องมาใช้ถนนพร้อม ๆ กันตลอดเวลา ไอ้ที่ระยะทาง 45 กิโลเมตร ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอกับการเดินทางในประเทศอินเดีย  เพราะฉะนั้น สภาพรถที่สมบุกสมบัน แต่นั่งสบายพอควร กับโชเฟอร์ที่ฝึกจิตมาแล้วเป็นอย่างดี จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ๆ ในประเทศที่พื้นที่กว้าง แต่ทางแคบ(จริง ๆ )อย่างอนุทวีปนี้

       ถ้ามีโอกาสมาต่อเครื่องที่ Kolkata ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะแวะบ้านแม่ชีเทเรซ่า ถึงจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่บ้านใจบุญหลังนี้ ก็เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและอาสาสมัครจากทั่วโลกอยู่เสมอ บ้านหลังนี้ หรือจากป้ายหน้าประตูที่เขียนว่า mother's house นี้ มีห้องทำงานของแม่ชีและอาสาสมัคร ห้องสวดมนต์ แท่นบรรจุศพของแม่ชีเทเรซ่าซึ่งก่อเป็นแท่นขึ้นมาแบบเรียบ ทุกคนสามารถเข้าไปเคารพศพ และศึกษาประวัติ การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งก่อให้เกิดผลงานอันน่าทึ่งของท่าน ที่มอบความเมตตาปราณีให้แก่ทุกคนบนโลกโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ              

        อีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางนอกฤดูกาลแสวงบุญที่น่าสนใจ ก็คือ package ของสายการบิน JET AIR ซึ่งจะออกจากกรุงเทพฯตอนเช้าตรู่ มาก ๆ เลย จำไม่ได้แล้วว่ากี่โมง รู้แต่ว่าไปถึง Kolkata ตอนเช้า ๆ แล้วรอเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ก็ไปขึ้นรถไฟสายตรงจากสถานี  Kolkata ถึงสถานี Gaya ตอนดึก ๆ แล้วค่อยจ้างรถแท็กซี่หรือสามล้อต่อไปยังโรงแรม ไม่ค่อยเหนื่อยมาก แล้วก็สะดวก ประหยัด ถามจากพี่คนไทยที่ไป ๆ มา ๆ เมืองไทยกับวัดไทยพุทธคยา (เพราะต้องช่วยงานพระธรรมทูตที่วัดไทยฯ) แกบอกว่า อยู่ในอินเดียเนี่ย เดินทางโดยรถไฟดีที่สุด โดยเฉพาะเส้นทางที่เล่าให้ฟังเนี่ยนะ ตู้นอนแสนสบาย แถมอาหารกล่องให้ด้วย ท่าจะดี เพราะคราวล่าสุด(บอกแล้วว่ามาหลายครั้ง) เราไปพุทธคยาที่เดียว ตอนปลายเดือน  สิงหาต่อกันยา ซึ่งยังอยู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวแสวงบุญ ปรากฎว่าคนน้อยมาก ทำให้สงบสำรวมจิตใจได้อย่างรวดเร็ว ไหว้พระ สวดมนต์อย่างเต็มที่ ไม่มีวอกแวก ได้นั่งสวดมนต์ในวิหารพระพุทธเมตตาได้นาน ๆ อันที่จริงอากาศก็ไม่ค่อยร้อนเท่าไร 

                

         ขอแวะข้างทางนิดนึงก่อนน้า  อันที่จริง ก็คงเหมือน ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มักจะมีการกะเกณฑ์ว่าต้องไปเดือนนั้นเดือนนี้ จึงจะเป็นช่วงที่สวยที่สุด  หรือว่าต้องไปถ่ายรูปตรงบริเวณนั้นให้ได้นะ จะได้เหมือนในปฏิทิน เพราะงั้น ผู้คนก็เลยพากันฮือไปในช่วงเวลาเดียวกันหมด (ทุกประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ไม่เชื่อไปถามหอไอเฟลที่ปารีส หรือภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นดู) จริง ๆ แล้ว สถานที่ทุกแห่ง มีช่วงเวลาที่สวยงามและเหมาะสมอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะไปถึงตอนไหน เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามองหา  การเดินทางในฤดูกาลท่องเที่ยว ก็สนุกดีตรงที่ผู้คนเยอะแยะไปหมด ทั้งคนท้องถิ่น ทั้งผู้มาเยือน บรรยากาศคึกคัก รื่นเริง ร้านอาหารก็เยอะ โรงแรมก็มาก สะดวกและง่ายดาย  

         แต่ถ้าเรามีโอกาสได้เดินทางไกล ไปเองตามลำพัง(อยู่กับตัวเอง-ชอบที่สุดเพราะเราเสพติดการเดินทางท่องเที่ยวตามลำพัง-อาจจะเป็นเพราะเข้ากับใครไม่ค่อยได้รึเป่าก็ไม่รู้นะ) หรือการไปกับคนพิเศษจริง ๆ (เที่ยวนอกฤดูกาลอย่าไปหลายคน ของกินยิ่งหายาก ที่พักก็ไม่ค่อยมี เดี๋ยวหงุดหงิดมากคนมากเรื่อง) ซึ่งอาจจะเป็นพ่อหรือแม่ หรือลูก เพื่อนสนิทหรือคนรัก (ถ้าท่าน หรือมันหรือเขายอมไปด้วยแต่โดยดีโดยที่เราไม่ต้องขู่ หรือจ้าง) เนื่องจากหนทางไกล ๆ บวกกับการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และการจัดการกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า จะทำให้เราได้ทำหน้าที่ลูกกตัญญูปรนนิบัติดูแล หรือมีโอกาสสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับลูก การสร้างความทรงจำที่ดีหากว่าเป็นการไปกับเพื่อนรัก(อาจจะกลับมา "รักเพื่อน" ก็ได้นะ) หรืออาจจะไปกับคนรักเพื่อประกอบการตัดสินใจหากว่ายังลังเล  เพราะฉันค้นพบแล้วว่า บางครั้ง คนที่ไม่ใช่แฟนอาจทำแทนบางเรื่องได้ดีกว่าก็ได้! 

          นอกจากนี้ เพราะการเดินทางนอกฤดูกาลท่องเที่ยว เราจะพบในสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสถานที่ ความเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งและผู้คน ไม่ต้องจัดฉากเตรียมการต้อนรับผู้มาเยือน  รถราก็ไม่ติด(บางแห่ง) ไม่ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงรถเพื่อแย่งวิวถ่ายรูป ไม่ต้องถูกหัวหน้าทัวร์บังคับให้ตื่นขึ้น กินข้าว ขึ้นรถ ด้วยสูตร 6-7-8  ทุกวัน และที่สำคัญที่สุดคือราคาถูกค่ะ อันนี้เป็นเรื่องจริง

           แต่ว่าเนื่องจาก "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" อย่างที่อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ ได้บอกไว้ เราจึงต้องจ่ายค่าประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ ด้วยการหาของกินไม่ค่อยได้ ร้านรวงก็ไม่ค่อยเต็มอกเต็มใจขาย หรือไม่ก็ปิดซะเลย โรงแรมก็ไม่ค่อยมี รถราหายาก เป็นต้น เหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่ที่อินเดีย ที่ซึ่งฤดูกาลท่องเที่ยวไม่น่าจะมีผล แต่(จากประสบการณ์ อีกแล้ว)ปรากฎว่า ส่งผลอย่างยิ่ง เพราะหาอาหารกินไม่ค่อยได้เลย แม้แต่ในโรงแรมชั้นหนึ่ง ที่มีอาหารอร่อยมาก ๆ อย่างเช่น ไก่ทันดูรี ซึ่งเป็นไก่หมักเครื่องเทศและโยเกิร์ตสีออกแดง ๆ ย่างจนแห้ง อร่อยสุดยอด กับมะเขือม่วงใหญ่ยักษ์ หั่นตามขวาง หนาประมาณ 1 เซนต์ เอามาย่าง หรืออบหรือทอด รวมทั้งสารพัดปรุงจากแป้ง ไม่ว่าจะเป็น โรตี จาปาตี นาน หรือปูรี ซึ่งเป็นแป้งกลม ๆ เอามาทอด เสิรฟร้อน ๆ กินกับแกงถั่วหรือแกงกะหรี่ผักอีมม์ อร่อยมากกกกก ว้าก!กลายเป็นหนังสือแนะนำอาหารไปแล้ว กลับมาด่วน!! 

          ถึงจะหาสิ่งอำนวยความสะดวกยากเย็นกว่าปกติที่เคยมาคราวก่อน ๆ อีกทั้งอาหารการกินก็มีให้เลือกน้อยนิด แต่ไม่เป็นไร เพราะฉันสามารถ  enjoy กับไก่ย่างทันดูรี คู่แกงกะหรี่ไข่กับข้าวบัสมาติ (ข้าวเม็ดละเอียดที่ชาวอินเดียเขาภูมิใจและยืนยันว่าเป็นข้าวที่กินกับแกงกะหรี่อร่อยที่สุด) เกือบทุกมื้อ 

           จากการเดินทางไปเส้นทางไหว้พระหลายปีติดต่อกัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างก็คือในฤดูกาลแสวงบุญ ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน เราจะพบขอทานประดามี ตัวเล็กตัวน้อย คนแก่เฒ่า และพิการสารพัด เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้  แต่อนิจจา แค่ก่อนหน้าฤดูกาลแสวงบุญไม่ถึงเดือน เรากลับไม่พบน้อง ๆ ป้า ๆ ขอทานเหล่านั้นเลย แม้แต่คนดียว จะมีก็แต่พ่อค้าตัวน้อย ที่ตั้งใจแต่ไม่เซ้าซี้ในการขายดอกไม้ใส่กระทงเล็ก ๆ เพื่อให้เราได้นำไปบูชาสักการะพระพุทธเมตตาที่ประดิษฐานในวิหาร  ทำให้คู่หูของฉันที่เพิ่งสัมผัสอินเดียเป็นครั้งแรก  ไม่ได้เจอขอทานที่พุทธคยา แม้แต่คนเดียว ตามที่ตั้งใจและเตรียมใจไว้  นั่นย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า เป้าหมายหลักของนักขอทานบันลือโลกเหล่านี้ก็คือ คือนักท่องเที่ยวแสวงบุญชาวพุทธ(ไทย)นั่นเอง  

               

edit @ 24 May 2009 22:05:52 by payufon

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมากๆและเป็นประสบการณ์ที่สนุกดีค่ะ อยากไปอินเดียเหมือนกัน มีเพื่อนแต่ยังไม่สนิทมากอยู่ที่มุมไบด้วย

#1 By สุนทรี (203.185.68.138) on 2011-02-23 13:31